
ผม : พระอาจารย์ครับ ฉันทะกับราคะคืออะไรครับ?
พระอาจารย์ตอบ
ฉันทะ คือความพอใจ ย่อ ๆ ได้ 3 คือ
- เราต้องได้ขนาดนั้นถึงพอใจ (ตัณหาอยากได้มากกว่าที่มี)
- เราต้องได้ขนาดนี้ถึงพอใจ (ตัณหาได้เท่าที่เคยมีอยู่)
- เราไม่ได้อย่างนั้นแต่ได้แค่นี้เราก็พอใจ (ตัณหาได้น้อยกว่าที่มี)
ราคะ คือ ความกำหนัดยินดี เอาแบบภาษาง่าย ๆ คือ เรายังคิดว่าสิ่งนั้นยังมีดีอยู่ แม้แต่นิดเดียว (เช่น แม้เราจะเห็นโทษสิ่งนั้นเยอะ แต่เราก็ยังมีข้ออ้างว่ามันก็ยังมีประโยชน์อยู่นะ อย่างนี้แหละที่ว่ายินดีกับมันอยู่)
เวลาถอนความยึดมั่นเขาถอดร่างกายเรานี้ว่า มันไม่มีอะไรที่น่าพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว ซักเหตุผลซักข้อก็ไม่มีดีเลย และก็ไม่คิดที่จะยินดีกับมันแม้แต่นิดเดียว เสมือน มีคนเอายาพิษร้าย ถ้ากินแล้วตายอย่างทรมานนำมาให้เรากิน เราก็ต้องมองว่ามันกินไปได้อย่างไร มีแต่โทษฝ่ายเดียว นำมาซึ่งทุกขเวทนาหนัก เราก็ไม่มีความพอใจ ไม่มีราคะคือไม่ยินดีกับมันแม้แต่นัอยเลย เป็นต้น
เมื่อคิดอย่างนี้ก็ย้อนเข้ามาหาร่างกายมนุษย์ สัตว์ เทวดา พรหม ร่างกายใด ๆ หาดีไม่ได้เลย ไม่เอาหละเว้ย เอาร่างกายเมื่อใดก็จะส่งผลทุกขเวทนามาก เหม็นก็เหม็น ป่วยก็ได้ สกปรกต้องอาบน้ำ ต้องกินเพื่ออยู่ เดี๋ยวก็ป่วยด้วยระบบร่างกายเฮงซวยนี้ เช่นเลือดไม่ดี ความดันไม่ปกติ ผิวหนังแห้งย่น เป็นต้น สุดท้ายมันจะทคงแค่ไหนก็ต้องพลัดพราก หล่อ สวยได้ด้วยบุญ บุญหมดก็ต้องสะสมกันใหม่ เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาด้วยความยาก สุดท้ายพอใจแป็ปเดียว ก็ต้องเข็นขึ้นภูเขาใหม่ มันต้องพึ่งพิง อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่เอาแล้วโว้ย เอาพระนิพพานดีกว่า ยากแต่เมื่อได้แล้วคุ้ม ไม่เสื่อม สุขตลอด ลำบากชาติเดียว คุ้มสุด ๆ
ผม : นี่มันจะเข้าข่ายยินร้ายหรือวิภวตัณหาหรือไม่ครับอาจารย์?
พระอาจารย์ตอบ
ส่วนที่ว่าไม่ยินดี ยินร้าย คือเมื่อเรารู้เราก็ยอมรับแล้วทำแต่เหตุ ที่ควรทำแค่นั้นพอ เหตุครบ ผลก็ครบ ก็จบ แล้วจะไปยินดียินร้ายทำไมเมื่อเราเข้าใจระบบ เช่น เจ้ารู้วิธีทำเว็บ หน้าที่เจ้าก็แค่ทำให้มันตรงตามระบบ เจ้าก็จะไดผลงาน ถ้าทำไม่ถูกระบบ งานก็ไม่สำเร็จ เมื่อเจ้าเข้าใจระบบของเหตุผลแล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปยินดียินร้าย เพราะมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมันอยู่แล้ว เหตุเกิด ผลก็เกิด เหตุไม่ครบ ผลก็ไม่เกิน สรุปว่า ธรรมดา ๆ (สังขารุเปกขาญาณ)
และอาจารย์ก็ทิ้งท้ายกับให้พิจารณาคำสอน องค์ปฐม 4 (การละสังโยชน์เบื้องต้น)
ทีนี้เจ้าคงเข้าแล้วซินะ ว่าทำไมครูบาถึงให้เจ้าทบทวนที่เสด็จพ่อสมเด็จองค์ปฐมให้ไว้ 4 ข้อ นั้นสอนถึงพระอรหันต์เลยนะ ทบทวนบ่อย ๆ เมื่อจิตละเอียดขึ้น ๆ ทีละนิดก็เป็นพระโสดาบัน ละเอียดไปอีก ทวนอีกบ่อย ๆ สุดท้ายก็จะสำเร็จพระอรหันต์ในที่สุดเอง ดีจริงๆ อย่าทิ้งนะ ไม่ต้องวิ่งไปหาเกจิอาจารย์ใด ๆ แล้วแค่นี้แหละพอแล้ว ตรงแล้วนะ พิจารณาให้ดีๆ
องค์ปฐม 4 (การละสังโยชน์เบื้องต้น)
- สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ากายเป็นของตน) - ให้ระลึกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ได้เสมอ
- วิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) - ให้เคารพพระรัตนตรัย
- สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นในข้อบังคับและข้อปฏิบัติโดยสักแต่ว่าทําตามๆกันมาอย่างงมงาย เช่นการบูชาไฟ บูชาเทพเจ้า) - ให้มีศีล 5
- ส่วนข้อที่ 4 อาจารย์ได้เพิ่ม ไม่ปรารถนาเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ปรารถนาอย่างเดียวตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพานเท่านั้น
สนทนาธรรมะกับ
พระอาจารย์สายปฏิปทา ปฏิบัติตามคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
(ไม่ประสงค์ออกนาม)
พระอาจารย์สายปฏิปทา ปฏิบัติตามคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
(ไม่ประสงค์ออกนาม)
สรุปสั้นๆตามความเข้าใจผมนะครับ
ฉันทะ คือ ความพอใจ
ราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในกามคุณ รูปรสกลิ่นเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือไม่
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น