ผม : พระอาจารย์ครับ ฉันทะกับราคะคืออะไรครับ?

พระอาจารย์ตอบ


ฉันทะ
คือความพอใจ ย่อ ๆ ได้ 3 คือ
  1. เราต้องได้ขนาดนั้นถึงพอใจ (ตัณหาอยากได้มากกว่าที่มี)
  2. เราต้องได้ขนาดนี้ถึงพอใจ (ตัณหาได้เท่าที่เคยมีอยู่)
  3. เราไม่ได้อย่างนั้นแต่ได้แค่นี้เราก็พอใจ (ตัณหาได้น้อยกว่าที่มี)
*** โดยรวมแล้วไม่เกิน 3 อย่างนี้หรอก หรือพูดย่อ ๆ อีกคือ ดีกว่า เสมอกว่า แย่กว่า

ราคะ คือ ความกำหนัดยินดี เอาแบบภาษาง่าย ๆ คือ เรายังคิดว่าสิ่งนั้นยังมีดีอยู่ แม้แต่นิดเดียว (เช่น แม้เราจะเห็นโทษสิ่งนั้นเยอะ แต่เราก็ยังมีข้ออ้างว่ามันก็ยังมีประโยชน์อยู่นะ อย่างนี้แหละที่ว่ายินดีกับมันอยู่)

เวลาถอนความยึดมั่นเขาถอดร่างกายเรานี้ว่า มันไม่มีอะไรที่น่าพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว ซักเหตุผลซักข้อก็ไม่มีดีเลย และก็ไม่คิดที่จะยินดีกับมันแม้แต่นิดเดียว เสมือน มีคนเอายาพิษร้าย ถ้ากินแล้วตายอย่างทรมานนำมาให้เรากิน เราก็ต้องมองว่ามันกินไปได้อย่างไร มีแต่โทษฝ่ายเดียว นำมาซึ่งทุกขเวทนาหนัก เราก็ไม่มีความพอใจ ไม่มีราคะคือไม่ยินดีกับมันแม้แต่นัอยเลย เป็นต้น

เมื่อคิดอย่างนี้ก็ย้อนเข้ามาหาร่างกายมนุษย์ สัตว์ เทวดา พรหม ร่างกายใด ๆ หาดีไม่ได้เลย ไม่เอาหละเว้ย เอาร่างกายเมื่อใดก็จะส่งผลทุกขเวทนามาก เหม็นก็เหม็น ป่วยก็ได้ สกปรกต้องอาบน้ำ ต้องกินเพื่ออยู่ เดี๋ยวก็ป่วยด้วยระบบร่างกายเฮงซวยนี้ เช่นเลือดไม่ดี ความดันไม่ปกติ ผิวหนังแห้งย่น เป็นต้น สุดท้ายมันจะทคงแค่ไหนก็ต้องพลัดพราก หล่อ สวยได้ด้วยบุญ บุญหมดก็ต้องสะสมกันใหม่ เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาด้วยความยาก สุดท้ายพอใจแป็ปเดียว ก็ต้องเข็นขึ้นภูเขาใหม่ มันต้องพึ่งพิง อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่เอาแล้วโว้ย เอาพระนิพพานดีกว่า ยากแต่เมื่อได้แล้วคุ้ม ไม่เสื่อม สุขตลอด ลำบากชาติเดียว คุ้มสุด ๆ

ผม : นี่มันจะเข้าข่ายยินร้ายหรือวิภวตัณหาหรือไม่ครับอาจารย์?

พระอาจารย์ตอบ

ส่วนที่ว่าไม่ยินดี ยินร้าย คือเมื่อเรารู้เราก็ยอมรับแล้วทำแต่เหตุ ที่ควรทำแค่นั้นพอ เหตุครบ ผลก็ครบ ก็จบ แล้วจะไปยินดียินร้ายทำไมเมื่อเราเข้าใจระบบ เช่น เจ้ารู้วิธีทำเว็บ หน้าที่เจ้าก็แค่ทำให้มันตรงตามระบบ เจ้าก็จะไดผลงาน ถ้าทำไม่ถูกระบบ งานก็ไม่สำเร็จ เมื่อเจ้าเข้าใจระบบของเหตุผลแล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปยินดียินร้าย เพราะมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมันอยู่แล้ว เหตุเกิด ผลก็เกิด เหตุไม่ครบ ผลก็ไม่เกิน สรุปว่า ธรรมดา ๆ (สังขารุเปกขาญาณ)

และอาจารย์ก็ทิ้งท้ายกับให้พิจารณาคำสอน องค์ปฐม 4 (การละสังโยชน์เบื้องต้น)

ทีนี้เจ้าคงเข้าแล้วซินะ ว่าทำไมครูบาถึงให้เจ้าทบทวนที่เสด็จพ่อสมเด็จองค์ปฐมให้ไว้ 4 ข้อ นั้นสอนถึงพระอรหันต์เลยนะ ทบทวนบ่อย ๆ เมื่อจิตละเอียดขึ้น ๆ ทีละนิดก็เป็นพระโสดาบัน ละเอียดไปอีก ทวนอีกบ่อย ๆ สุดท้ายก็จะสำเร็จพระอรหันต์ในที่สุดเอง ดีจริงๆ อย่าทิ้งนะ ไม่ต้องวิ่งไปหาเกจิอาจารย์ใด ๆ แล้วแค่นี้แหละพอแล้ว ตรงแล้วนะ พิจารณาให้ดีๆ

องค์ปฐม 4 (การละสังโยชน์เบื้องต้น)
  1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ากายเป็นของตน) - ให้ระลึกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ได้เสมอ
  2. วิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) - ให้เคารพพระรัตนตรัย
  3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นในข้อบังคับและข้อปฏิบัติโดยสักแต่ว่าทําตามๆกันมาอย่างงมงาย เช่นการบูชาไฟ บูชาเทพเจ้า) - ให้มีศีล 5
  4. ส่วนข้อที่ 4 อาจารย์ได้เพิ่ม ไม่ปรารถนาเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ปรารถนาอย่างเดียวตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพานเท่านั้น
สนทนาธรรมะกับ
พระอาจารย์สายปฏิปทา ปฏิบัติตามคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
(ไม่ประสงค์ออกนาม)
สรุปสั้นๆตามความเข้าใจผมนะครับ
ฉันทะ คือ ความพอใจ
ราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในกามคุณ รูปรสกลิ่นเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือไม่
เพราะอะไรคนเราถึงยังยึดติดอยู่กับวัตถุมงคลครับ

คนใหม่ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมมีวัตถุมงคลไว้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ
ก็เป็นเรื่องดีไม่เสียหายอะไร
ถ้าเน้นวัตถุมากเกินไปก็จะเป็นธุรกิจ
แบบนี้ไม่ได้นำไปสู่หลักธรรมที่แท้จริง

ที่เรายังยึดติดอยู่กับพระเครื่อง
ก็เป็นแนวโน้วไม่อยากจะทำดี
ชอบความสบายอาศัยให้สิ่งเหล่านี้
ดลบันดาลเสียมากกว่าที่จะลงมือทำเอง

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรํสี
วัดมเหยงคณ์

การทำสมาธิมีสองแบบ แบบแรกคือ

สมถะสู่วิปัสสนา

กำหนดอารมณ์ใดอารมณ์ๆ หนึ่ง เช่น กำหนดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกนึกได้ตอนไหนกำหนดตอนนั้น ให้ต่อเนื่องสักยี่สิบห้าทีขึ้นไปจนความคิดน้อยลงจะเริ่มมีความสงบ  ก็ให้จิตพักอยู่กับความสงบไปสักพักหนึ่งจิตเริ่มมีความคิดก็น้อมจิตไปพิจารณาร่างก่ายจะพิจารณาความไม่เที่ยง เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ได้ หรือความไม่งามของกาย พิจารณาความทุกข์ที่ต้องดูแลมีการหาอาหารมาดับทุกข์ ความเจ็บไข้ ฯลฯ  พิจารณาแล้วจิตกลับเข้าไปสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่งอันนี้จะเกิดปัญญาที่แท้จริง (เรียกว่าสมาธิทำให้เกิดปัญญา)

วิปัสสนาสู่สมถะ

อีกแบบหนึ่งพยายามมีสติอยู่ที่จิตให้รักษาอารมณ์ที่จิตใจตลอดเวลามีอารมณ์พอใจเกิดขึ้นก็พิจารณาให้จิตกลับไปอยู่สภาพปกติ เวลาจิตมีความยินร้ายในอารมณ์ต่างๆพิจารณาให้จิตกลับเข้าไปสู่ความปกติ ทำบ่อยๆจิตจะสงบ เมื่อสงบสักระยะหนึ่งก็น้อมจิตพิจารณาความเที่ยงของกายและอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจิตเห็นความเป็นจริงของกายและใจว่าไม่เที่ยงจริงๆ ก็จะเกิดปัญญาที่แท้จริง (เรียกว่าปัญญาอบรมให้เกิดสมาธิ)

เจริญพร หลวงพ่อมิตร 15 พ.ค. 58
ลักษณะของการมีสัมปชัญญะ จะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่  คือรู้ตัวตระหนักชัดว่าสิ่งที่กระทำอยู่นั้นมีประโยชน์ตามความมุ่งหมายอย่างไรหรือไม่หรือว่าอะไรควรเป็นจุดหมายของการกระทำนั้นๆ เช่นพวกเรารักษาศีลห้าอยู่ก็รู้ชัดว่าประโยชน์ที่จะได้รับคือไม่มีเวรไม่มีภัยกับการกระทำของเรา  อันนี้ส่วนหนึ่งของการมีสัมปชัญญะ
เจริญพร  หลวงพ่อมิตร  9 พ.ค. 58


การพิจารณาร่างกายให้เห็นความจริงขณะพิจารณาสติต้องจดจ้องอยู่ที่กายให้เห็นความทุกข์ในกายนี้ แต่เราไม่ได้ทุกข์ไปด้วย  เพราะพิจารณาต้องไม่มีความคิดว่าร่างกายนี้เป็นเรา แต่เห็นร่างกายนี้เป็นธรรมธาตุเท่านั้น และความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกายนี้ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ที่ความทุกข์จะมากน้อยอยู่ที่จิตใจที่มีอุปทานมากน้อยเท่าไร

เจริญพร หลวงพ่อมิตร วัดเขาแผงม้า 8 พ.ค. 58
พวกเราจะต้องรู้ว่าคุณธรรมใดที่เราจะต้องปฏิบัติเพื่อนำชีวิตของเราไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่พวกเรามุ่งหมายทั้งทางโลกและทางธรรม สิ่งแรกพวกเราจะต้องสร้างความพอใจคือความต้องการที่จะทำ และใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ มุ่งเป้าหมายหรือมีความปรารถนาจะทำสิ่งนั้นๆให้ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไปแต่จะไม่ใช่แรงของความโลภโกรธและหลง แต่ใช้ความเป็นปกติของกายวาจาใจ ความตั้งที่จะทำบนพื้นฐานของความดีงามและมีความเห็นที่ถูกต้องจาการกระทำของเราว่ามีคุณต่อเราและผู้อื่นไม่มีโทษเลย เรียกว่าความพอใจที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส

เจริญพร หลวงพ่อมิตร วัดเขาแผงม้า

ธรรมที่เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ที่พวกเราจะต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันคือความ เพียรทางด้านจิตใจและแสดงออกมาทางกายวาจาเป็นหลัก คือเพียรระวังหรือปิดกั้นความชั่วที่จะผิดศีลห้าทั้งหลายที่ยังไม่เกิดมิให้ เกิดขึ้น ข้อต่อไปคือเพียรละบาปหรือความชั่วที่ผิดศีลห้าที่กำลังเกิดขึ้นในกายใจของ เรา ต่อไปที่เราจะต้องทำต่อคือเพรียรทำความดีที่จะไม่เกิดให้เกิดขึ้นเช่นถ้ายัง ไม่มีศีลห้าก็เริ่มมีได้แล้ว สุดท้ายเพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นแลัให้เจริญยิ่งขึ้น คือรักษาศีลห้าเท่ากับเรารักษาชีวิตและในบางโอกาสก็รักษาศีลแปดในวันที่ เหมาะสม  อันนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความพ้นทุกข์เรียกว่าพวกเรากำลังเจริญความ เพียรชอบอยู่

เจริญพร หลวงพ่อมิตร วัดเขาแผงม้า

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
พระผู้เฒ่าหลายๆรูปผ่านยุคสมัยที่ผู้คนกินหมาก สูบบุหรี่เป็นปกติ และนิยมถวายพระเอาบุญด้วย พระธรรมวินัยก็มิได้ห้ามไว้ ท่านจึงฉันหมาก สูบบุหรี่เรื่อยมา ถามว่าถ้าหยุดเลยมีผลไหม แน่นอนธาตุขันธ์เคยรับอยู่เป็นปกติ ก็ย่อมต้องร้องอุทธรณ์ ต้องการเสพเหมือนเคยเป็นธรรมดา เหมือนกับพระที่ปกติอยู่ในเขตร้อน ถ้าให้ท่านไปอยู่เขตหนาว ธาตุขันธ์ของท่านย่อมต้องการสิ่งปกป้องความหนาวมากกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องของธาตุขันธ์ อันเป็นคนละเรื่องกับการละกิเลส

การทำนุบำรุงธาตุขันธ์ของพระผู้บริสุทธิ์ด้วยปัจจัยสี่เป็นต้น เป็นมหากุศลฉันใด การถวายหมากและบุหรี่เพื่อบรรเทาความไม่สบายของธาตุขันธ์แด่พระอรหันต์ก็ ย่อมเป็นมหากุศลฉันนั้น....




ผู้ ถาม: อ้อ...บังเอิญหลวงพ่อพูดคืนนี้เกี่ยวกับ อรหัตมรรค เรียนถามนิดคือว่า “อรหัตมรรค” กับ “อรหัตผล” นี่อารมณ์ต่างกันมากหรือไม่ครับ?

หลวงพ่อ: ต่างกันมาก...ต่างเยอะเชียว อรหัตมรรคมีอะไรบ้าง?

  1. ต้อง ตัด รูปราคะ ยังมีอารมณ์หลงในรูปอยู่ ต้องตัดตัวนี้ก่อน รูปฌานนะ ไม่ใช่รูปคน ประการที่
  2. เมื่อตัดตัวนั้นแล้ว ต้องตัด อรูปราคะ ต้องตัดอารมณ์ที่รักอรูปฌาน คือหลงในอรูปฌาน ยังใช้ฌานแต่ไม่หลงในฌาน ใช้ฌานเป็นประโยชน์นะ
  3. ตัด มานะ การถือตัวถือตน 
  4. ตัด อุทธัจจะ คืออารมณ์ฟุ้งซ่าน 
  5. ตัด อวิชชา
อรหัตมรรค ก็ยังมี ๕ อย่าง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
พออรหัตผลเลยไม่มีอะไร อรหัตผลเหลืออย่างเดียว สังขารุเปกขาญาณ วางเฉยหมด