"บุญ" นั้นมีพลานุภาพมาก... สามารถอยู่กับเราได้ข้ามภพข้ามชาติแต่หากส่งผลของกรรมดีจนบุญหมดแล้ว เมื่อหมดก็คือ "หมด" จริงๆ
เราควรสะสม "กรรมดี" อันเป็น "บุญ" ไปเรื่อยๆ พยายามอย่าสร้าง "กรรมไม่ดี" ให้มันบันทึกไว้ใน "จิต" เพราะเวลา "บาป" มันส่งผล มันก็จะมีอานุภาพหนักหนาพอๆกัน

พิจารณาดูสิ! พระพุทธองค์เมื่อบรรลุธรรมก็ยังต้องรับ "วิบากกรรม" ที่ได้กระทำไว้ในอดีตแต่ถ้าท่านเป็นพระอรหันต์แล้วท่านจะรับกรรมแบบ "ไม่มีทุกข์" ในขันธ์ 5 ในสังขารของท่าน 

"บุญ" นั้นมาจาก "กรรมดี" ซึ่งมีที่มาได้ 2 ทาง คือ

  1. บุญจาก "การกระทำเอง" เช่นการทำทาน ที่จิตใจปนเปื้อนไปด้วยความโลภโกรธหลง มีลดมีเพิ่ม เป็นทานของบุคคลที่ไม่มีศีลห้าประกอบอยู่ในจิตใจเป็นต้น
  2. บุญจาก "การรับรู้ที่ผู้อื่นได้ทำดี" อันเรียกว่า "อนุโมทนาบุญ"
ส่วน "บารมี" มาได้ทางเดียวเท่านั้น คือ "ท่านจะต้องทำเอง" และเมื่อสร้างแล้วมันจะถูกบันทึกไว้ใน "จิต" ไม่มีลดมีแต่ทรงกับเพิ่ม ซึ่งต่างจาก "บุญ" เพราะบารมีกระทำด้วยปัญญาเป็นตัวนำ
และ

วิธีการสร้าง "บารมี" มี 10 วิธี! ดังนี้

  1. ทานบารมี = การที่จิตของเราพร้อมที่จะให้ทาน ให้เพื่อสงเคราะห์ไม่ใช่ให้เพื่อผลตอบแทน ให้แบบไม่เลือกเพศ ไม่เลือกฐานะ ไม่เลือกบุคคล และเต็มใจในการให้ทานนั้นๆ
  2. ศีลบารมี = การที่จิตของเราพร้อมในการรักษาศีล พยายามไม่ให้ศีลบกพร่อง และไม่ยุคนอื่นให้ละเมิดศีล ไม่ดีใจเมื่อคนอื่นละเมิดศีล
  3. เนกขัมมบารมี = การที่จิตพร้อมในการถือบวช ในการมุ่งไปสู่การปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญภาวนา
  4. ปัญญาบารมี = การที่จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหัตประหารกิเลสและมีความรู้เท่าทันสภาวะของกฎสามัญลักษณะ ได้แก่ การเห็นอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา ทุกอย่างไม่แน่!
  5. วิริยบารมี = การที่มีความเพียรทุกขณะในการที่จะทำความดี ทำอย่างไม่ย่อท้อ
  6. ขันติบารมี = การที่มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ในการทำความดี
  7. สัจจะบารมี = การที่ตั้งมั้นในคำพูดที่ได้รับปากไว้แล้วหรือการตั้งมั่นกับตนเอง พูดจริง! ทำจริง!
  8. อธิษฐานบารมี = การตั้งเป้าหมายให้จิตแบบเจาะจง การที่ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น...สมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ทรงนั่งประทับที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์พระองค์อธิษฐานว่าถ้าเราไม่ได้สำเร็จพระโพธิญาณเราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้ พระองค์ทรงอธิษฐานแบบเอาชีวิตเข้าแลกแล้วพระองค์ก็ทรงบรรลุในคืนนั้น
  9. เมตตาบารมี = การที่มีความเมตตาไม่เป็นศัตรูกับใคร ไม่เกลียดใคร ไม่อาฆาตใคร มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น
  10. อุเบกขาบารมี = การที่มีความวางเฉยมีความเป็นกลางต่ออารมณ์ที่ถูกใจและอารมณ์ที่ไม่ถูกใจ
ขอให้ชาวพุทธทุกท่าน ได้เสริมสร้าง "บุญ - บารมี" กันด้วยความเข้าใจกันด้วยนะ

หลวงพ่อมิตร วัดเขาแผงม้า
หลวงพ่อมิตร (วัดเขาแผงม้า)

เจริญพร หลวงพ่อมิตร

(เจ้าอาวาสวัดเขาแผงม้า สาขาวัดหนองป่าพงที่ 164)

วันที่ 11/06/2559


คนจรจัด คนยากจน หรือ ขอทานที่ขอเงินตามถนนนั้น หลายๆคนก็กลัวว่าจะเป็นแก๊งค์หลอกลวง จึงไม่ให้ทานกัน บางคนก็คิดว่าให้ทานไปเถอะ ยังไงเราก็ได้บุญแล้ว บางคนก็ไม่เคยให้เลยแม้แต่ขอทาน หรือ แม้แต่พระก็ไม่เคยให้ ไม่เคยใส่บาตร ลองมาดูกันครับว่าเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ บุคคลผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก ๑ ผู้ดุจฝนตกในที่บางส่วน ๑ ผู้ดุจฝนตกใน ที่ทั่วไป ๑ ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเสมอด้วยฝนไม่ตกเป็นอย่างไร
 บุคคลบางคน ในโลกนี้ ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป แก่สมณะพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วนิพกและ ยาจกทุกหมู่เหล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เสมอด้วยฝนไม่ตกเป็นอย่างนี้แล ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ดุจฝนตกในที่บางส่วนเป็นอย่างไร
  บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป แก่สมณะพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วนิพก และยาจกบางพวก ไม่ให้แก่บางพวก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ดุจฝนตกในที่ บางส่วนเป็นอย่างนี้แล ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ดุจฝนตกในที่ทั่วไปเป็นอย่างไร
  บุคคล บางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป แก่สมณะพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วนิพก และยาจกทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลดุจฝนตกในที่ทั่วไปเป็นอย่าง นี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

และยังได้ตรัสพระคาถาอีกว่า:

บุคคลได้พบสมณะ พราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วนิพกแล้ว ย่อมไม่แบ่งข้าว น้ำ และเครื่องบริโภคให้ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้เป็นบุรุษต่ำช้านั้นแลว่า เป็น ผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก

บุคคลใดย่อมไม่ให้ไทยธรรมแก่ บุคคลบางพวก ย่อมให้แก่บุคคลบางพวก ชนผู้มีปัญญา ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ดุจฝนตกในที่บางส่วน

บุรุษผู้มี วาจาว่า ภิกษาดี ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้า มีใจยินดีประดุจ เรี่ยรายไทยธรรมกล่าวอยู่ว่า จงให้ๆ ดังนี้ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้เช่นนั้น รวบรวมทรัพย์ที่ตนได้แล้วด้วย ความหมั่นโดยชอบธรรม ยังวนิพกทั้งหลายผู้มาถึงแล้ว ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำโดยชอบ เปรียบเหมือนเมฆ บันลือ กระหึ่มแล้ว ย่อมยังฝนให้ตก ยังน้ำให้ไหลนอง เต็มที่ดอนและที่ลุ่มฉะนั้น ฯ

ดังนั้น เราควรทำทานนะครับ ไม่ว่าผู้รับจะเป็นใครก็ตาม บัณฑิตย่อมสรรเสริญการทำทานครับ... เจริญธรรม

ที่มา: อวุฏฐิกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต)

บทความนี้ ขอจบด้วยคลิปสั้นๆที่ผมไปถ่ายเองกับมือซึ่งเขาโดนหลอกมากรุงเทพและไม่มีเงินกลับบ้าน ผมเดินผ่านเห็นเขาเป่าขลุ่ยได้เพราะแต่ขาดอินเนอร์ ผมจึงลงไปนั่งสอนวิธีเป่าออกมาจากอินเนอร์ จากนั้นผู้คนก็ให้ทานกันมากมาย





ผม : พระอาจารย์ครับ ฉันทะกับราคะคืออะไรครับ?

พระอาจารย์ตอบ


ฉันทะ
คือความพอใจ ย่อ ๆ ได้ 3 คือ
  1. เราต้องได้ขนาดนั้นถึงพอใจ (ตัณหาอยากได้มากกว่าที่มี)
  2. เราต้องได้ขนาดนี้ถึงพอใจ (ตัณหาได้เท่าที่เคยมีอยู่)
  3. เราไม่ได้อย่างนั้นแต่ได้แค่นี้เราก็พอใจ (ตัณหาได้น้อยกว่าที่มี)
*** โดยรวมแล้วไม่เกิน 3 อย่างนี้หรอก หรือพูดย่อ ๆ อีกคือ ดีกว่า เสมอกว่า แย่กว่า

ราคะ คือ ความกำหนัดยินดี เอาแบบภาษาง่าย ๆ คือ เรายังคิดว่าสิ่งนั้นยังมีดีอยู่ แม้แต่นิดเดียว (เช่น แม้เราจะเห็นโทษสิ่งนั้นเยอะ แต่เราก็ยังมีข้ออ้างว่ามันก็ยังมีประโยชน์อยู่นะ อย่างนี้แหละที่ว่ายินดีกับมันอยู่)

เวลาถอนความยึดมั่นเขาถอดร่างกายเรานี้ว่า มันไม่มีอะไรที่น่าพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว ซักเหตุผลซักข้อก็ไม่มีดีเลย และก็ไม่คิดที่จะยินดีกับมันแม้แต่นิดเดียว เสมือน มีคนเอายาพิษร้าย ถ้ากินแล้วตายอย่างทรมานนำมาให้เรากิน เราก็ต้องมองว่ามันกินไปได้อย่างไร มีแต่โทษฝ่ายเดียว นำมาซึ่งทุกขเวทนาหนัก เราก็ไม่มีความพอใจ ไม่มีราคะคือไม่ยินดีกับมันแม้แต่นัอยเลย เป็นต้น

เมื่อคิดอย่างนี้ก็ย้อนเข้ามาหาร่างกายมนุษย์ สัตว์ เทวดา พรหม ร่างกายใด ๆ หาดีไม่ได้เลย ไม่เอาหละเว้ย เอาร่างกายเมื่อใดก็จะส่งผลทุกขเวทนามาก เหม็นก็เหม็น ป่วยก็ได้ สกปรกต้องอาบน้ำ ต้องกินเพื่ออยู่ เดี๋ยวก็ป่วยด้วยระบบร่างกายเฮงซวยนี้ เช่นเลือดไม่ดี ความดันไม่ปกติ ผิวหนังแห้งย่น เป็นต้น สุดท้ายมันจะทคงแค่ไหนก็ต้องพลัดพราก หล่อ สวยได้ด้วยบุญ บุญหมดก็ต้องสะสมกันใหม่ เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาด้วยความยาก สุดท้ายพอใจแป็ปเดียว ก็ต้องเข็นขึ้นภูเขาใหม่ มันต้องพึ่งพิง อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่เอาแล้วโว้ย เอาพระนิพพานดีกว่า ยากแต่เมื่อได้แล้วคุ้ม ไม่เสื่อม สุขตลอด ลำบากชาติเดียว คุ้มสุด ๆ

ผม : นี่มันจะเข้าข่ายยินร้ายหรือวิภวตัณหาหรือไม่ครับอาจารย์?

พระอาจารย์ตอบ

ส่วนที่ว่าไม่ยินดี ยินร้าย คือเมื่อเรารู้เราก็ยอมรับแล้วทำแต่เหตุ ที่ควรทำแค่นั้นพอ เหตุครบ ผลก็ครบ ก็จบ แล้วจะไปยินดียินร้ายทำไมเมื่อเราเข้าใจระบบ เช่น เจ้ารู้วิธีทำเว็บ หน้าที่เจ้าก็แค่ทำให้มันตรงตามระบบ เจ้าก็จะไดผลงาน ถ้าทำไม่ถูกระบบ งานก็ไม่สำเร็จ เมื่อเจ้าเข้าใจระบบของเหตุผลแล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปยินดียินร้าย เพราะมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมันอยู่แล้ว เหตุเกิด ผลก็เกิด เหตุไม่ครบ ผลก็ไม่เกิน สรุปว่า ธรรมดา ๆ (สังขารุเปกขาญาณ)

และอาจารย์ก็ทิ้งท้ายกับให้พิจารณาคำสอน องค์ปฐม 4 (การละสังโยชน์เบื้องต้น)

ทีนี้เจ้าคงเข้าแล้วซินะ ว่าทำไมครูบาถึงให้เจ้าทบทวนที่เสด็จพ่อสมเด็จองค์ปฐมให้ไว้ 4 ข้อ นั้นสอนถึงพระอรหันต์เลยนะ ทบทวนบ่อย ๆ เมื่อจิตละเอียดขึ้น ๆ ทีละนิดก็เป็นพระโสดาบัน ละเอียดไปอีก ทวนอีกบ่อย ๆ สุดท้ายก็จะสำเร็จพระอรหันต์ในที่สุดเอง ดีจริงๆ อย่าทิ้งนะ ไม่ต้องวิ่งไปหาเกจิอาจารย์ใด ๆ แล้วแค่นี้แหละพอแล้ว ตรงแล้วนะ พิจารณาให้ดีๆ

องค์ปฐม 4 (การละสังโยชน์เบื้องต้น)
  1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ากายเป็นของตน) - ให้ระลึกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ได้เสมอ
  2. วิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) - ให้เคารพพระรัตนตรัย
  3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นในข้อบังคับและข้อปฏิบัติโดยสักแต่ว่าทําตามๆกันมาอย่างงมงาย เช่นการบูชาไฟ บูชาเทพเจ้า) - ให้มีศีล 5
  4. ส่วนข้อที่ 4 อาจารย์ได้เพิ่ม ไม่ปรารถนาเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ปรารถนาอย่างเดียวตายเมื่อไหร่ไปพระนิพพานเท่านั้น
สนทนาธรรมะกับ
พระอาจารย์สายปฏิปทา ปฏิบัติตามคำสอนของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
(ไม่ประสงค์ออกนาม)
สรุปสั้นๆตามความเข้าใจผมนะครับ
ฉันทะ คือ ความพอใจ
ราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในกามคุณ รูปรสกลิ่นเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือไม่
เพราะอะไรคนเราถึงยังยึดติดอยู่กับวัตถุมงคลครับ

คนใหม่ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมมีวัตถุมงคลไว้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ
ก็เป็นเรื่องดีไม่เสียหายอะไร
ถ้าเน้นวัตถุมากเกินไปก็จะเป็นธุรกิจ
แบบนี้ไม่ได้นำไปสู่หลักธรรมที่แท้จริง

ที่เรายังยึดติดอยู่กับพระเครื่อง
ก็เป็นแนวโน้วไม่อยากจะทำดี
ชอบความสบายอาศัยให้สิ่งเหล่านี้
ดลบันดาลเสียมากกว่าที่จะลงมือทำเอง

พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรํสี
วัดมเหยงคณ์

การทำสมาธิมีสองแบบ แบบแรกคือ

สมถะสู่วิปัสสนา

กำหนดอารมณ์ใดอารมณ์ๆ หนึ่ง เช่น กำหนดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกนึกได้ตอนไหนกำหนดตอนนั้น ให้ต่อเนื่องสักยี่สิบห้าทีขึ้นไปจนความคิดน้อยลงจะเริ่มมีความสงบ  ก็ให้จิตพักอยู่กับความสงบไปสักพักหนึ่งจิตเริ่มมีความคิดก็น้อมจิตไปพิจารณาร่างก่ายจะพิจารณาความไม่เที่ยง เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ได้ หรือความไม่งามของกาย พิจารณาความทุกข์ที่ต้องดูแลมีการหาอาหารมาดับทุกข์ ความเจ็บไข้ ฯลฯ  พิจารณาแล้วจิตกลับเข้าไปสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่งอันนี้จะเกิดปัญญาที่แท้จริง (เรียกว่าสมาธิทำให้เกิดปัญญา)

วิปัสสนาสู่สมถะ

อีกแบบหนึ่งพยายามมีสติอยู่ที่จิตให้รักษาอารมณ์ที่จิตใจตลอดเวลามีอารมณ์พอใจเกิดขึ้นก็พิจารณาให้จิตกลับไปอยู่สภาพปกติ เวลาจิตมีความยินร้ายในอารมณ์ต่างๆพิจารณาให้จิตกลับเข้าไปสู่ความปกติ ทำบ่อยๆจิตจะสงบ เมื่อสงบสักระยะหนึ่งก็น้อมจิตพิจารณาความเที่ยงของกายและอารมณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจิตเห็นความเป็นจริงของกายและใจว่าไม่เที่ยงจริงๆ ก็จะเกิดปัญญาที่แท้จริง (เรียกว่าปัญญาอบรมให้เกิดสมาธิ)

เจริญพร หลวงพ่อมิตร 15 พ.ค. 58
ลักษณะของการมีสัมปชัญญะ จะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่  คือรู้ตัวตระหนักชัดว่าสิ่งที่กระทำอยู่นั้นมีประโยชน์ตามความมุ่งหมายอย่างไรหรือไม่หรือว่าอะไรควรเป็นจุดหมายของการกระทำนั้นๆ เช่นพวกเรารักษาศีลห้าอยู่ก็รู้ชัดว่าประโยชน์ที่จะได้รับคือไม่มีเวรไม่มีภัยกับการกระทำของเรา  อันนี้ส่วนหนึ่งของการมีสัมปชัญญะ
เจริญพร  หลวงพ่อมิตร  9 พ.ค. 58


การพิจารณาร่างกายให้เห็นความจริงขณะพิจารณาสติต้องจดจ้องอยู่ที่กายให้เห็นความทุกข์ในกายนี้ แต่เราไม่ได้ทุกข์ไปด้วย  เพราะพิจารณาต้องไม่มีความคิดว่าร่างกายนี้เป็นเรา แต่เห็นร่างกายนี้เป็นธรรมธาตุเท่านั้น และความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกายนี้ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ที่ความทุกข์จะมากน้อยอยู่ที่จิตใจที่มีอุปทานมากน้อยเท่าไร

เจริญพร หลวงพ่อมิตร วัดเขาแผงม้า 8 พ.ค. 58